ไม่รู้ว่าเป็นอะไรหนักหนา แต่ช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี อีเจ็ทต้องเดินทางข้ามทวีปไปหาเรื่องแหล่มปล่อยไก่ไข่แตกเยี่ยวทิ้งเป็นที่ระทึกไว้ตามประเทศต่างๆเสมอ และสองปีติดๆแล้วที่อะฮันบินเดี่ยว ทริปนี้จะพาผู้อ่านไปเที่ยวพร้อมกันสองประเทศค่ะ ออสเตรเลียและบรูไน เรียกว่าซื้อตั๋วเครื่องบินใบเดี่ยวเที่ยวมันสองที่(ต่อเครื่องที่บันดาเสรีเบกาวัน) ทั้งนี้ก็เพราะอีเพื่อนสาวตัวแสบโรชีนาหล่อนพยายามหาตั๋วที่ถูกและคุ้มที่สุดให้กับนังบริทนี (เดี๊ยนเอง)เพื่อนสมัยเรียนมหาวิยาลัยที่เฮี้ยนสวมวิญญาโหดเกาะติดกันมาเป็นเพื่อนรักกันจนถึงทุกวันนี้ ความที่โรชีน่าหรือที่เดี๊ยนเรียกมันว่า แซนด้า(เป็นลูกครึ่งอังกฤษ อินเดียแอนด์ไทยค่ะ) รู้สันดานเพื่อนบริทเจ็ทดีว่านังหน้าของเราไม่ชอบของแพง อะไรที่ถูกและดี คุ้มเกินราคา เดี๊ยนช๊อบ ชอบคะ จัดมาเร้ยย ไม่ว่าจะลำบากต่อเครื่องแค่ไหนก็ยอม ขอให้ได้ของถูกเป็นพอ เลยได้ตั๋วเครื่องบินสุดคุ้มมาใบหนึ่ง ของสายการบินรอยัลบรูไน เหตุผลที่ต้องบินคนเดี่ยวครั้งนี้เพราะช่วงสินเดือน สามี(คู่หมั้นในขณะนั้นต้องอยู่จ่ายเงินเดือนพนักงงาน ทั้งสองบริษัท เพราะช่วงที่ไปเป็นเวลาสิ้นเดือนพอดี) จึงไปงานแต่งพี่สาวที่ออสเตรเลียพร้อมกันไม่ได้ พี่สาว(คุณนายลีน่าจัง คุณแม่ และหลานชายก็บินไปก่อนล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์)เพื่อต้องไปเตรียมงานก่อน
เช้าของวันที่ 22 ตุลาคม 2007 เวลาตี5 คู่หมั้นของอิฉันก็ได้ลากกระเป๋าโยนใส่รถให้อย่างดีแล้วขับเอานังแฟนตัวดีไปทิ้งที่สนามบินสุวรรณภูมิแต่เช้า เพราะไฟล์แปดโมง ใช้เวลาเดินทางจากสุขุมวินซอย 21 ไปสนามบินประมาณ 30 นาที กว่าจะหาที่จอดรถ กว่าจะลากกระเป๋าเดินมาถึงจุดที่เช็คอินก็ 6 โมงเช้ากว่าๆ เมื่อเช็คอินเสร็จ คุณแฟนก็สั่งเสียอย่างดีว่าอย่าไปหาเรื่องทะเลาะด่าใครนะ อ้าวไม่กลัวใครมาหาเรื่องกูมั้งเลยเหรอ ไหงคิดแบบนี้อ่ะเธอนี่ จุ๊บซ้าย จู๊บขวา คุณเจฟสุดที่รักก็ถีปเข้าไปที่ตม.เพราะท่าทางพี่แกอยากกลับไปนอนต่อเต็มที่แล้ว ไปแหละนะเธอ อีกสิบวันเจอกัน
หลังต่อแถวที่ตวจคนเข้า ออกเมืองเรียบร้อยก็เดินมึนๆเข้าไปตามกลิ่นกาแฟเป็นอย่างแรก อย่างที่ทราบกันดีว่าในสุวรรณภูมิมีสินค้าหรูหรา ฟุ่มเฟื่อยมากมายให้เลือกซื้อ เกือบจะตกเครื่องหลายคร้งก็เพราะอีดิวตี้ฟรีนี้แหละ มึงเอ่ยย งวดนี้ไม่ได้กินเงินกูหรอก เพราะกูเอาเงินไทยแลกเป็นเงินออสเตรเลียหมดแล้วแถมตู้เอทีเอ็มก็ไม่ได้อยู่ใกล้แถวนี้ มีเงินไทยติดตัวอยู่พันเดี่ยวไว้ในกินกาแฟ กินขนมใน Gate เพราะคุณแฟนรู้ว่าถ้าเอาติดตัวไว้เยอะ มีหวังได้ชอปตกเครื่องอีกแน่นอน

นั่งกินกาแฟที่คอฟฟี้เวอดร์หมดแก้วแล้ว วันนี้นึกครึ้มแต่งตัวเรียบร้อยมาก ใส่เสื้อบริษัท กางเกงยีนส์ เสื้อแจ๊คเกตสีน้ำเงินของ Juicy Couture กระเป๋าเป้ที่สะพายก็เต็มไปด้วยอุปกรณ์กล้อง กล้องวีดีโอ กล้องถ่ายรูป และสมบัติส่วนตัวกระจุกกระจิก เจ็ดโมงกว่าแหละ ไปนั่งรอที่หน้าเกทดีก่า ขื่นนั่งอยู่แถวนี้มีหวังหาเรื่องซื้อของอีกแน่ๆ นั่งรอได้สักพัก ก็ขึ้นเครื่องของทางสายการบินรอยัลบรูไน เป็นเครื่องรุ่น Boeing 767 ค่ะ เครื่องบินใหม่มากเพราะสงเกตุได้จากพลาสติกหุ้มเบอะอยู่บ้างเหมือนเพิ่งถูกดึงออก ในเครื่องค่อนข้างโล่งที่นั่งไม่เต็ม สงสัยเพราะวันธรรมดาแล้วยังเช้าอยู่ด้วย ไฟลท์นี้เจ็ทจึงนั่งคนเดี่ยว เอาขาขึ้นมาวางหลับสบายได้ คนไทยบนไฟลท์นี้เยอะมาก แอร์โฮสเตรตของสายการบินนี้สวยๆ หุ่นดีทุกคน การบริการดีเยี่ยม อาหารการกินบนเครื่องค่อนข้างดี เพราะทั้งนี้สายการบินมุสลิมจะไม่เสริฟแอลกอฮอล์ ใช้เวลาบิน 3 ชั่วโมงจากกรุงเทพไปบันดาเสรีเบกาวัน เมื่องหลวงของประเทศเล็กๆที่รวยไปด้วยบ่อน้ำมันดิบ เมื่อเครื่องบินจอดที่สนามบินเรียบร้อยแล้วทุกคนต่างจากกันลุกขึ้นจะออกแต่ ปรากฎว่ากษัตริย์บรูไนเสด็จผ่าน จึงไม่สามารถเปิดประตูให้ผู้โดยสารลงได้ ต้องรอขบวนเสด็จก่อน 15 นาทีผ่านไป ทุกคนก็เริ่มออกอาการเบื่อ ปรากฏว่ามีกรุ๊ปทัวร์คนไทยที่ต้องต่อเครื่องไปบาหลีก็เริ่มเครียดละครับ เพราะเครื่องจะออกภายในหนึ่งชั่วโมง พีผู้ชายคนหนึ่งถามมาที่เจ็ทว่าต่อเครื่องไปไหน เจ็ทว่าไปซิดนีย์ค่ะ พี่ผู้หญิงอีกคนนึ่งหันมายิ้มให้ เขาก็เริ่มคุยด้วย พี่เ็ล็กและสามีเป็นตำรวจประจำอำเภออยู่จังหวัดหนองคายกำลังจะไปงานแต่งงานน้องสาวที่เพริซ ออสเตรเลีย เข้าทางคร๊าบบ มีเพื่อนคุยอีกแล้วกรู ฮิอิ ก็ไปนั่งใกล้ๆพี่เขา ปรากฏว่าถามไปถามมา พี่เขากลับวันเดี่ยวกัน(รูปนี้เจอกันขากลับกรุงเทพ)
ฉะนั้นเราได้เจอ กันขากลับตอนต่อเครื่องกลับบ้านอีกแน่นอน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะค่ะ พี่เล็กและสามีรอต่อเครื่องแค่ 3ชั่วโมง แล้วกรูละ 8 ชั่วโมงค่ะ เมื่อประตูเปิด ก็พากันเดินออกไปที่ Transfer Desk 
เคาเตอร์เพื่อรับตั๋วต่อเครื่องไปที่ต่อไป เอาว่ะ 8 ชั่วโมงแนะ นั่งรอที่สนามบินเฉาตายแน่ๆ เลยถามพนักงงานของสนามบินว่า ออกไปข้างนอกได้ไหม ขอออกไปในเมืองบันดาเสรีเบกาวันได้ไหมค่ะ เจ้าหน้าทีขอดูตั๋ว เขาเลยว่าโหยย ยูรอต่อเครื่อง8 ชั่วโมงเลยหรอ นี่เพิ่ง 10 โมงเช้าเอง เขาเปิดประตูข้างหลังเคาร์เตอร์ให้ออกไปแต่โดยดี ก็เดินสายหน้าเข้าไปที่ตม.ของบรูไน อธิบายให้เขาฟัง เขาก็แสตมป์ให้ออกไปแรดได้แต่โดยดี
รูปภาพสนามบินบรูไน

เมื่อก้าวออกมาแล้ว ก็งงสิคร๊าบบ สนามบินประจำชาติเขาค่อนข้างเก่า และมีขนาดเล็กพอๆกับสนามบินภูเก็ตบ้านเรา คนบรูไนเป็นมิตรมาก ทำไงดีฟ่ะ เอออย่างอื่นเลยต้องหาที่แลกเงินก่อน เพราะไม่มีเงินของบรูไนเลย เลยเดินมองหา Exchange Booth แลกเงินบรูไนโดยเอาเงินออสเตรเลียที่มีแลก อัตราแลกเปลี่ยนของหนึ่งเงินดอลลาร์บรูไน เท่ากับเงินไทย 24 บาท ก็แลกมา $80 คงน่าจะพออยู่ หลังจากแลกเงินเรียบร้อยแล้วก็เดินหาแผนที่เพื่อจะออกไปตัวเมือง ค่าแท็กซี่ไปในเมือง $25 แต่ถ้ารอรถประจำทางก็ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ตัดสินใจนั่งแท็กซี่ดีก่า
หน้าตาของเิงินดอลลาร์บรูไนค่ะ

เดินมึนอยู่นาน เลือกดูแท็กซี่ที่หน้าตาไว้ใจหน่อยอ่ะตัดสินใจขึ้นคันนี้ละกัน ที่แรกที่จะไปก็จิ่มแผนที่อย่างเดี่ยวเลยคร๊าบ ไปนี้ๆ Omar Ali Saifuddin Mosque แท็กซี่พยักหน้าแล้วขับไปเรื่อยๆ ฉันนั่งอยู่เบาะหลังบนแท็กซี่ที่ค่อนข้างเก่านิดหน่อย คนขับก็พยายามชวนฉันคุย ด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงบาฮาซาแบบฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเจ็ทก็ค่อยๆตั้งใจฟัง คนขับแท็กซี่บอกว่าถัดจากมันยิดไปเป็นห้าง ฉันสามารถไปเดินเล่นแถวนั้นได้ ค่อนข้างไกลพอสมควรจากสนามบินไปในตัวเมืองบันดาเสรีเบกาวัน ประมาณ 30 นาทีได้
คนขับให้นามบัตรมาเป็นกระดาษแข็งราคาถูกๆสีฟ้า เขาชื่อ Syarikat Bakir Gafar เจ็ทเก็บนามบัตรนั้นแล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกง แล้วก้าวลงมาจากแท็กซี่ ภาพที่ฉันเห็นข้างหน้า สวยงามเหมือนภาพที่ฉันเห็นจากในแผนที่ไม่มีผิด นี่นะเหรอมัสยิดของกษัติรย์บรูไน สวยจังได้แต่พลามกับตัวเองเหมือนคนบ้า


เจ็ทเดินไปรอบๆ ทำตัวเหมือนนักท่องเที่ยวสุดๆ มือก็ถือกล้อง แดดเริ่มแรงขึ้นทุกทีๆ ครีมกันแดดโดนปาดออกตั้งแต่กรูเดินออกจากสนามบินแล้วตอนนี้ที่เหลืออยู่บนหน้าคือครีมหน้าดานครับ ใกล้จะเที่ยวแล้ว ได้แต่เดินไปเรื่อยๆ หนุ่มสาวบรูไนก็คล้ายๆบ้านเราคือจะนัดเจอกันตามห้างและนั่งคุยกันทั้งนี้ในบรูไนไม่ขายเหล้า และไม่มีสถานบันเทิงใดๆ ห้างเลยเป็นสถานที่นัดพบ

และนี่คือบริเวณน้ำพุหน้าห้างและหน้ามัสยิด มัสยิดนี้ใหญ่โตมาก ก่อนที่เครื่องจะทำการจอดฉันได้มองเห็นมัสยิดแต่ไกลเลยทีเดี่ยวโดมเด่นสีทองขนาดนั้น ใครจะไม่สังเกตุเห็นละจริงไหม อิฮิ
มาชมวิวที่ถ่ายจากกล้องที่เดี๊ยนทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวนะค่ะ

เดินไปเรื่อยๆก็เที่ยงแล้ว ปรากฏว่าเสียงสวดก็เริ่มดังขึ้นทั่วเมือง ถนนเส้นนี้ก็คล้ายๆสุขุมวิทบ้านเรานะค่ะที่ก่อนหน้านี้จะเต็มไปด้วยรถยนตร์ที่วิ่งเต็มไปหมด แต่ตอนนี้โลงจนชนิดที่ว่าเป็นถนนร้างทีเดี่ยวค่ะ เพราะทุกคนละหมาดกันหมด มีเจ็ทกับนักท่องเที่ยวฝรั่งไม่กี่คนที่เดินกันอยู่ในเมือง มองหน้ากันเองแบบเฮ้ยยเอาไงดีว่ะ จะละหมาดด้วยก็ไม่รู้เรื่อง เดินเป็นผีไม่มีศาลกันอยู่สี่ห้าคนทั้งเมือง เดินตามไอ้ฝรั่งพวกนี้มันเสือกเดินนี้อีก สงสัยมันคงคิดว่ากรูนี้แหละผี

อ่ะข้ามมาเรียบร้อยแล้วก็พยายามจะเข้าไปแต่ไม่รู้ว่าร้อนรึป่าว ฮิฮิ ไม่ได้เป็นผีเลยเข้าได้ๆ เขาเปิดให้นักท่องเที่ยวเขามาได้ค่ะ ทุกคนอยู่ข้างในมัสยิดกันหมด เดินไปชะโงกหน้า อยากรู้อยากเห็นมาก สักพักเจ้าหน้าที่คงเห็นเลยเดินออกมา เจ็ทขอเข้าไปดูจากหน้าประตูได้ไหม ไม่เข้าก็ได้เพราเขาละหมาดกันอยู่ เจ้าหน้าทีอนุญาตให้มองดูความสวยงามของมัสยิดห่างๆอยู่หน้าประตู เพราะเขาไม่อนุญาตให้คนพุทธเข้าไปในระหว่างที่เขาละมาด ครั้งแรกเลยที่กรูรู้ตัวว่าเป็นคนนอกศาสนาจริงๆ ฮิฮิ รู้สึกดีมากๆ



เดินจนเบื่อแล้วตอนนี้เริ่มหิวแล้วละ ก็หาของกินสิค่า หาๆ อ่านก็อ่านไม่ออก อาหารของเขาแต่ละอย่างหาดูความอร่อยไม่มีเลย ดูมันๆเลียนๆ ไขมันเต็มหม้อไปหมด เขากินอารายของเขานะ ก็ยังคงเดินต่อไปเป็นกิโลๆ เพราะความหิวพาไป ที่บรูไนเป็นเรื่องปกติมาก ถ้าคนที่มีรถจอดรับนักท่องเที่ยวพอไปส่ง หรือบางคนอาจจะคิดเงิน มีรถอยู่หลายคันไม่ว่าผู้หญิงผู้ชายพยายามที่จะจอดถามเจ็ทตลอดว่าจะไปไหนเดี่ยวไปส่ง แต่ความที่เรายังใหม่ต่อเมืองอยู่จึงไม่กล้าเสี่ยงเท่าไหร ถึงแม้จะรู้ว่าปลอดภัยและกฏหมายประเทศเขาค่อนข้างหนักก็ตาม เดินดีก่าครับ เดินสิเดิน ไปทั่วแล้ว เดินจนคนขายของแถวนั้นจำหน้าได้แล้ว รองเท้าผ้าใบเจ้ากรรมก็เกิดอาการใหม่จัด เริ่มกัดทีนค่ะ แบบว่าชีวิตกรูนี่จะดีหรออารายกันแน่ว่ัะ ไม่ไหวแล้วร้อน ก็เข้าไปเดินในห้าง เดินๆไป ของบ้านเขาราคาค่อนข้างแพง เพราะทุกอย่างนำเข้ามาหมด เดินไปเห็นไก่ KFC ค่ะ ดีใจออกอาการ รอดแล้วกรูงานนี้ แบบว่าเดินหาของกินอยู่นาน เดินตรงปรี่เข้าไปเลยแบบว่าจ่ำเอาจ่ำเอา ไม่สนแล้วกลิ่นไก่ทอดมันล่อใจซะ ชุดไก่KFCที่นี้ทำไมมันแปลกๆฟ่ะ ก็ยังงี้นะค่ะเพราะ KFC มันมีทั่วโลก แล้วเขาจะประยุกต์กับอาหารท้องถิ่น เหมือนบ้านเรามียำไก่แซบ ที่นี้มียำไก่เลียนๆ จะอ้วกสุดๆ กินเพราะประทังชีวิตแท้ๆ เทซอสมะเขือเทสราดเอาอย่างเดี่ยวเลยกรู อร่อยก็อร่อยซอสมะเขือเทศนี่แหละ ที่ทำให้พอกลืนได้มั้ง เมื่อทานเสร็จก็นั่งแช่แป้งสักพัก อารายฟ่ะเดินมาตั้งนานเพิ่งจะบ่ายสองเองเหรอนี่ ทำไมๆ ทำไมมันผ่านไปช้าแบบนี้นะ ที่เวลาแรดกับผู้ชายมันเร็วมั๊กๆ เฮ้ยยคิดแล้วก็เครียดคิดค่ะ เดินต่อ ทำไงได้ นั่งแท็กซี่ก็แพงเหลือเกิน แถมเมืองนี้ก็น่าเบื่อไม่มีอะไรให้ทำจริงๆ เขาอยู่กันได้ยังไงนะ เดินขึ้นลงบรรไดเื่ลื่อนเรื่อยๆ มาผ่านร้านนวดผ่าเท้า เขียนเป็นภาษาบาฮาซาและภาษาอังกฤษบอกไว้อย่างดีว่านวดฝ่าเท้าครึ่งชั่วโมง ราคา $25 สปาเท้า $30 นวดตัว และอื่นๆเกี่ยวกับนวดๆอีกเยอะ ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆไม่ใหญ่มากอยู่ชั้น 3 ของห้าง ฉันเปิดประตูเข้าไป พนักงานต้อนรับแต่งตัวในชุดประจำชาติประยุกต์ค่อนข้างสวย สปาเท้าค่ะ มีช่างว่างไหม ฉันพูดภาษาอังกฤษถาม เธอตอบว่ารอ 10นาที เธอจัดแจงให้ฉันนั่งรอเรียบร้อย สักพักได้ยินเสียงผู้หญิงสองคนพูดภาษาไทยหนุงหนิงเรื่องใครจะรับลูกค้าคนที่นั่งรอ
This way please madame เสียงพนักงานต้อนรับเรียกให้เดินตามพนักงานนวดไป พนักงานนวดออกไปเอาน้ำอุ่นมาแช่เท้าแล้วค่อยๆล้างเท้าบ่อย ก้มหน้าก้มตาทำงานแบบเงียบมาก
"ทำงานที่นี้นานรึยังค่ะ" พนักงานเงยหน้าขึ้นมา อ้าวคนไทยหรอ ออกอาการดีใจเวอร์ แล้วจุดเริ่มต้นของเสียงก็ดังขึ้นเรื่อยๆ เม้าท์กันดังมากแบบว่าไม่เกรงใจป้าที่โพกผ้าข้างๆเลย เจ้คนที่นวดเท้าให้ก็ไปเรียกเพื่อนคนไทยอีกคนมา เฮ้ยๆ มีแขกคนไทยมานวดเท้าเว้ยย มึงมาหวัดดีแขกกรูก่อน เอ้าๆ แหกปากเข้าไปอีหอยหลอดเอ่ย แล้วได้โดนด่ายกเซ็ท ดีไม่ดีมึงจะโดนไล่ออกก่อนด้วย ดีนะนี่เป็นลูกค้าเลยแบบว่ายังแอ๊บไว้มั้ง สองคนนี้มาทำงานที่นี้เพาะเจ้าของร้านเป็นคนไทยได้สามีเป็นคนบรูไน มาอยู่นี้ต้องเซ็นสัญญา 3 ปีถึงจะกลับบ้านได้ ได้เงินเดือนเดือนละคิดเป็นเงินไทย 24,000 ต่อเดือนไม่รวมทิป ทำงานแถบจะทุกวันเพราะหยุดก็ไม่รู้จะไปไหน เธอเล่าชีวิตให้ฟังด้วยความดีใจที่มีลูกค้าคนไทยมานวด เพราะปกติจะเป็นพวกคนมีเงินของบรูไนเป็นส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการที่ค่อนข้างหยิ่งและแบ่งชนชั้นอย่างเห็นได้ชัด จากที่นวด 30นาทีก็แถมให้ ไปๆมา เกือบๆชั่วโมงเพราะนั่งคุยด้วย รวมค่าทิปและค่าสปาเท้าแล้วก็เป็นเงิน $40
3 โมงแล้วเดินออกจากร้านมา เอาไงดีเนี่ยเบื่อจังเลย ออกไปนั่งริมแม่น้ำที่ตัดระหว่าง รวยจน อย่างเห็นได้ชัด เอากล้องวีดีโอมาถ่ายก็แล้ว เดินจนร้อนจะเริ่มปวดขาอีกแหละ ตัดสินใจโทรหาแท็กซี่คันเก่าที่มาส่ง รอประมาณ 20 นาที รถก็มา ฉันบอกว่าจะไปห้างที่อยู่ตรง Gadong Mall เป็นห้างที่ค่อนข้างใหญ่ แท็กซี่พูดอะไรก็ไม่รู้พึมพัม กรูจะฟังรู้เรื่องไหมนี่ใจก็คิด หกโมงค่อยเข้าสนามบิน เหลืออีกตั้งสามชั่วโมงแนะ มาถึงแหละ เออคงเดินขาควิดได้อีกสองชั่วโมงแหละเนอะ คิดในใจแบบนั้น สั่งคนขับว่าเดี่ยวจะโทรไปให้มารับกลับสนามบิน คนขับพยักหน้า
นี่แหละโฉมหน้าของห้างที่ใหญ่ที่สุดในบันดาเสรีเบกาวัน

เดินเข้าไปในห้างก็เห็นคนเยอะเต็มไปหมด ผู้คนที่เห็นส่วนมากจะเป็นหนุ่มสาวจีบกันมากกว่า เดินอยู่ๆห้างก็ปิดไฟครับ เดินไปเรื่อยๆ ร้านค้าต่างๆก็เริ่มปิดไฟและปิดประตู อ้าวงงสิกรู ห้างห่าอะไรทำไม กรูเดินเข้ามาไม่ถึงสิบนาทีปิดไฟไล่ หรือว่าเขารู้ เฮ้ยยเขารู้รึป่าวว่ากรูไม่ใช่มุสลิม ความคิดทุเรศๆก็เกิดขึ้น สงสัยเขาไม่ให้คนนอกมาเดินแน่ๆเลย อ๋อแดกไปสักพัก ไงมันปิดเร็วจังฟ่ะ สี่โมงเองแล้วนี้วันธรรมดานะ สรุปว่าเดินยังไม่ถึงไหน ยามเริ่มมาไล่ให้ออกครับ อ้าว งงเป็นเจ็กตาแตกเลย ชีวิต ไหงเป็นงี้อ่ะ จ่ายค่าแท็กซี่ตั้ง $20 เพื่อจะมานั่งเล่นที่ห้างเวรกรรมจริงๆ เดินสิค่ะเดินเป็นผีไม่มีศาลแม่งทั่วเลย คิดบ่นในใจ แม่งเอ้ยย เกิดมาเพิ่งเคยเห็นห้างห่าอะไรปิดทำการ4 โมง บ้านกรูนะปิด 4 ทุ่ม หึ หึ ไปนั่งที่แม็คโดนัลข้างๆโรงแรม Center point ที่ไม่ไกลจากห้างมากนัก ไหนๆดูสิ แม็คมันจะปิดสี่โมงไหมกรูอยากรู้ โรคจิตกำเริ่บสิค่ะ แบบว่าเกิดอาการเจ็บใจ มันไม่ปิดสี่โมง แต่มันปิดหกโมง ห่าเอ่ยย เมืองอะไรว่ะนี่ ทำไม๊ ทำไมกรูต้องมาต่อเครื่องเมืองนี้ว่ะ เบื่อแหละไปนั่งเล่นสนามบินมองผู้ชายดีก่า เห่อ เห่อ คิดได้แบบนั้นก็โทรหาแท็กซี่คันเก่า เขาบอกว่าเขาไปรับภรรยาและลูกที่โรงเรียน เพราะบ้านเขาอยู่ใกล้สนามบิน พอดีได้เลยไปส่งฉันที่สนามบินด้วย
20นาทีผ่านไป แท็กซี่มาจอดข้างหน้าแมคโดนัลพอดี เห็นผู้หญิงมุสลิม มีผ้าโพกหัวและลูกชายวัน7ขวบใส่ชุดขาวนั่งเบาะหลัง ภรรยาของ Syarikatและลูกชายน่ารักมากๆ ทักทายชวนคุยอย่างดี ตลอดทางก็คุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ จนภรรยาของ Syarikat ชวนฉันทานข้าวเย็นด้วยที่ร้านอาหารในสนามบิน ก็ตอบตกลงสิคร้าบ จะให้ทำยังไงอ่ะ เขาสั่งอาหารมาให้กิน ฉันสั่งนมเย็นมาแก้วนึ่ง ฉันกินไปคุยไป เมียของ Syarikat เอ่ยชวนว่าถ้ารอบหน้ามีโอกาศมาบรูไนอีก มาอยู่บ้านเขาก็ได้ เพราะเราคุยกันถูกคอมาก เมียของ Syarikat ทำงานเป็นพนักงานของสายการบินรอยัลบรูไนออฟอยู่ในตัวเมือง ลูกชายก็น่ารักมากๆ ดูจากรูปถ่ายนะค่ะ


งานนี้คนขับแท็กซี่เลี้ยงข้าวคร๊าบบ รู้จักกันไม่ทันไร ไงมีคนเลี้ยงข้าวด้วย แต่ก็กระเดือกอารายไม่ลงเพราะมันเลียนเหลือเกิน อีกอย่างเหนื่อยมากๆด้วย ได้เวลาก็ร่ำลากัน อย่างน้อยการมาต่อไฟลท์ครั้งนี้ก็ได้รู้จักกับครอบครัวที่น่ารักๆ อีกครอบครัวหนึ่ง 6.30 โมง ต้องเข้าไปต่อเครื่องไปซิดนีย์แล้วค่ะ จากร้านอาหารเดินเข้าไปสนามบินไม่ถึงห้านาที สภาพหนังหน้าอย่าให้พูดถึงดูสารรูปจากในภาพกันเองนะค่ะ ว่าม่อมแม่มแค่ไหน ร้อนมากๆ แถมไม่ได้อาบน้ำอีก เน่าแน่ๆกรูงานนี้ ใครนั่งไกล้กรูก็ซวยไปดิ ฮิอิ เมื่อเข้าไปถึงสนามบินก็เอาตั๋ว ให้เข้าดูแล้วเดินผ่านเข้าไปแบบไม่เสียค่าภาษีสนามบิน ทั้งนี้เพราะอีเจ็ทมาต่อเครื่องแค่กะเดะออกไปแรดตัวดำทำตัวนิดหนมไปทั่วแล้วค่ะ เข้าไปถึงก็ล้างหน้าล้างตานั่งรอเครื่องบิน แม่งเอ้ยยเครื่องเสือกเกิดอาการฉุกเฉินอีกต้องซ่อม ก็นั่งรอสิค่ะ รอแ้ล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ 9 ทุ่มแล้วเครื่องจึงได้กฤษ์ออก แม่งให้กรูรออยู่ได้ หาเพื่อนคุยก็ไม่มีสักคน ฝรั่งแต่ละคนก็มากับครอบครัว ผู้หญิงไทยก็มากับผัวเขา หนังหน้ามันเห็นแล้วอยากโดดถีบ ไม่คุยกับใครก็ได้ฟ่ะ

เอาละขึ้นเครื่องได้ก็ต่อแถวรอ โชคดีมากที่ไฟลท์นี้ไม่เต็มกี่แล้วครับ เลยได้นั่งคนเดี่ยวเปลี่ยวใจแต่ก็ดีเพราะได้พาดขานอนราบเต็มที่ เอาละ อ๋อ ลืมบอกไปค่ะว่าสายการบินนี้ก่อนเครื่องจะขึ้นเขาก็เปิดวีดีโอสวดละหมาด ก่อนเครื่องจะลงเขาก็ละหมาด ขณะเครื่องบินเขาก็ยังสวดละหมาด เฮ้ยย รับรองค่ะเครื่องไม่ตก เพราะสวดกันมาตลอดทาง เอิ๊กๆ แอร์เสริฟอาหารเสร็จ ก็ปิดไฟนอน เฮ้ยยเหนื่อยจัง อีก7 ชั่วโมง ตื่นมาก็ถึงซิดนีย์ตอนเช้าของเขาพอดี แม่กับพี่สาวมารอรับที่สนามบิน แล้วก็พล่อยยหลับไปแต่โดยดี เจอกันต่อภาคสองที่ซิดนีย์ค่ะ
อ่านแล้วได้รู้จักบรูไนมากขึ้นคะ ทำให้นึกได้ว่าเรามีเพื่อนสองคนสามีภริยา
ReplyDeleteชาวมาเลเซียที่ไปขุดทองจากบรูไนมาร่วม 20 ปีก็ได้ทองมาเป็นตันขนกันมา
ใช้จ่ายสะบั้นเป็นเศรษฐีนีไปแล้วคะ...